DeFi 2.0: The Fastest Growing Credit Bubble in History?

DeFi 2.0: The Fastest Growing Credit Bubble in History?

I believe Spell and MIM are creating a huge credit bubble in the DeFi world.

It may sound exciting to build a stablecoin by MIM that now some people said the fees that Spell can collect is more than MKR can do.

The main idea of ​​MIM is using interest-bearing token assets as collateral in exchange to borrow stablecoins which stablecoins can exchange with another stablecoin type to use in the investment circulation.

This morning, I had an executive meeting with one of the global exchanges. They asked me to talk about this topic. So here’s the question “Do you think that DeFi 2.0 will change the direction of DeFi’s world?”

My short answer is “suspicious”.

I still can’t answer how much of an impact that would be. According to the history of the global economy, the creation of credit in the economy is to stimulate growth. When the leveraging occurs to a certain point, deleveraging will eventually happen.

Creating stablecoins in the form of “debt” is equivalent to loaning money from the banking system. This bubble will continue to grow bigger and bigger as the US real estate market model before the subprime crisis.

What will happen if the value of those collaterals plummets? (For whatever reason), the liquidity squeeze crisis will take place in the chain.

  • When you invest in Anchor and get 20% interest (by taking the future value of various Tokens such as Anc, Luna to make the system continue working)
  • Once you get an aUST in an Interest Bearing Token, you can use that aUST as collateral to borrow MIM again.
  • You can convert MIM to aUST and put it back to Anchor to get aUST back; this loop can go on and on.
  • You can increase the yield on stablecoin deposits with this over-leverage up to 160% per year..!!
  • At the same time, it is generating massive amounts of credit into the world of DeFi, with a small number of tangible collateral assets.

I used to worry about this when MakerDAO released the DAI coin, but what Maker did was nothing to be concerned about compared to what MIM does now.

Whenever people realize these facts, the value of collateral assets falls sharply for any reason.

Then, the worst bubble crisis in DeFi’s world will explode, just like the one that happened with the subprime crisis in 2008.

How fast will this thing happen?

I can’t answer that. While the bubble has not exploded, you’ll enjoy the return on your investment just like those Americans enjoyed the real estate market before 2008.

If you say the traditional financial world is bad, this is the chance to create a better world than before. Unfortunately, DeFi 2.0 is probably not the answer because the derivatives engineering in traditional finance that used to destroy the conventional economy is being cloned on DeFi. It is just ten times faster than previously.

PS. But I don’t think this bubble will burst anytime soon. However, it must grow to a bigger size, which may take time, fast or slow. I really can’t answer.

ผมเชื่อว่า Spell กับ MIM กำลังสร้างฟองสบู่เครดิตลูกใหญ่มากให้กับโลก DeFi

อาจจะฟังดูตื่นเต้นกับการสร้าง Stablecoin ของ MIM ที่ตอนนี้มีคนบอกว่า ค่า fee ที่ Spell เก็บได้แซง MKR ไปแล้ว

แนวคิดหลักๆ ของ MIM คือ การเอาสินทรัพย์ที่เป็นพวก interest bearing token เอามาค้ำประกัน แล้วกู้ stablecoin ออกมา

โดย stablecoin นั้นสามารถแปลงกลับเป็นสกุลเงิน stablecoin สกุลอื่นๆ แล้ววนกลับไปลงทุนได้อีก

เมื่อเช้านี้ผมประชุมผู้บริหารกับ Exchange ที่เป็น Exchange ระดับ global แห่งหนึ่ง เค้าก็ชวนคุยเรื่องนี้ ว่า คิดว่า DeFi 2.0 จะเปลี่ยนโลก DeFi ไปทางไหน

คำตอบสั้นๆ ของผมคือ “suspicious”

ผมยังตอบไม่ได้มากนัก ว่ามันน่ากลัวมากน้อยแค่ไหน แต่เทียบเคียงจากประวัติศาสตร์ระบบเศรษฐกิจโลก การสร้าง credit เข้ามาในระบบเศรษฐกิจเพื่อกระตุ้นการเติบโต มันเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่เมื่อคุณ leverage “เงิน” มากจนถึงจุดหนึ่ง การ deleverage ก็ต้องเกิดขึ้นแบบเลี่ยงไม่ได้

การสร้าง stablecoin ในรูปแบบของ “หนี้” เหมือนการกู้เงินในระบบธนาคาร แน่นอนว่า เมื่อ collateral มันมีมูลค่าสูง ฟองสบู่นี้จะบวมต่อไปได้เรื่อยๆ แบบตลาดอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐอเมริกาก่อนเกิดวิกฤติ subprime

แต่เมื่อไหร่ที่ collateral เหล่านั้นมันร่วงลง (ด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม) วิกฤติ liquidity squeeze ก็จะเกิดในแบบลูกโซ่

  • คุณคิดง่ายๆ ว่า คุณมีเงิน 1 ก้อน เอาไปฝาก Anchor ได้ดอก 20% (ด้วยการเอา future value ของ Token ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Anc, Luna เข้ามาค้ำยันให้ระบบมันเดินต่อได้)
  • พอคุณได้ aUST ที่เป็น Interest Bearing Token มา คุณกลับสามารถเอา aUST นั้นไปค้ำประกันเป็น collateral แล้วกู้ MIM ออกมาอีกทอดนึง
  • คุณเอา MIM ไปแปลงเป็น UST เสร็จแล้ววนลูปกลับไปฝากที่ Anchor ได้ แล้วได้ aUST กลับมา แล้วก็วนลูปกลับไปทำในสเตปแรกอีกครั้ง วนมันไปเรื่อยๆ
  • ในทางปฏิบัติแล้ว คุณสามารถรีด yield ของผลตอบแทนในการฝาก stablecoin ด้วยการ over-leverage นี้ได้ถึง 160% ต่อปี..!!
  • ขณะเดียวกัน มันคือการสร้างเครดิตปริมาณมหาศาลเข้าสู่โลกของ DeFi โดยมีสินทรัพย์ค้ำประกันจริงๆ เพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น

ผมเคยกังวลเรื่องนี้ตอนที่ MakerDAO ออกเหรียญ DAI ออกมา แต่จะบอกว่าสิ่งที่ Maker ทำ กลายเป็นเรื่องจิ๊บๆ ไปเลยเมื่อเทียบกับกลไกที่ MIM ทำในตอนนี้

เมื่อไหร่ที่คนเริ่มตระหนักถึงข้อเท็จจริง และมูลค่าสินทรัพย์ที่เป็น collateral ลดลงอย่างรวดเร็วไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม

เมื่อนั้น วิกฤติฟองสบู่ที่รุนแรงที่สุดบนโลก DeFi ก็จะระเบิดไม่ต่างกับที่เคยเกิดกับวิกฤติ Subprime ในปี 2008 ครับ

แต่ระเบิดลูกนี้จะเร็วหรือช้าผมตอบไม่ได้ ระหว่างที่มันยังไม่ระเบิด คุณก็จะ enjoy ไปกับผลตอบแทนของการลงทุน เหมือนๆ กับที่คนอเมริกันเคยมีความสุขกับตลาดอสังหาก่อนปี 2008 นั่นแหละ

ถ้าคุณบอกว่าโลกการเงินดั้งเดิมน่าเกลียด จะสร้างโลกใหม่ที่ดีกว่าเดิม DeFi 2.0 คงไม่ใช่คำตอบ เพราะวิศวกรรมอนุพันธ์บนโลก traditional finance ที่เคยทำลายระบบเศรษฐกิจดั้งเดิม กำลังถูกโคลนมาอยู่บน DeFi ด้วยความเร็วที่มากกว่าเป็นสิบๆ เท่า

PS. ถึงผมจะมองแง่ร้าย แต่ไม่คิดว่าฟองสบู่นี้จะแตกในเร็ววันนะครับ ยังไงมันก็ต้องบวมเป่งมากๆ เสียก่อน ซึ่งอาจจะใช้เวลาเร็วหรือช้า ผมก็ตอบไม่ได้จริงๆ


Disclaimer: Avareum Research is an independent crypto research firm committed to providing unbiased and informative content. While we strive for complete objectivity, it's important to note that the research industry is inherently complex and may be influenced by various factors. To ensure transparency, we disclose any potential conflicts of interest, such as financial sponsorships or investments in the crypto space. Ultimately, all research and analysis provided by Avareum Research is intended for informational purposes only and should not be considered financial advice. Please consult with a qualified professional before making any investment decisions.

© 2024 Avareum Research. All Rights Reserved. This article is provided for informational purposes only. It is not offered or intended to be used as legal, tax, investment, financial, or other advice.

Read more

Avareum Market Outlook 2024: Layer-2 Scaling Solution

Avareum Market Outlook 2024: Layer-2 Scaling Solution

Layer 2 Scaling Solution Overview ข้อมูลจาก DefiLlama ในส่วนของเงินที่ถูกล็อคบน DeFi จะเห็นว่า 1 ใน 10 อันดับของ Chain ทั้งหมดจะมีส่วนของ Ethereum Scaling Solution ติดอันดับต้น ๆ จากข้อมูลของ DeFiLlama ณ วันที่ 29 ธันวาคม 2023

lock-1 By Avareum Research
Avareum Market Outlook 2024: Ethereum Analysis

Avareum Market Outlook 2024: Ethereum Analysis

Ethereum Price Trading Volume สำหรับ ETH ที่ในช่วงต้นปีการเปลี่ยนแปลงของราคาปิดไตรมาส 1 อยู่ที่ $1,440 ทำให้ผลตอบแทนของราคาในไตรมาสที่ 1 ปิดบวกอยู่ที่ 20.35% และในช่วงเดือนมีนาคมมีข่าว Silicon Valley Bank มีปัญหาเรื่องสภาพคล่องเนื่องจาก ประชาชนแห่กันไปถอนเงินสดออกจากธนาคาร โดยที่ตัว Silicon

lock-1 By Avareum Research
Avareum Market Outlook 2024: Bitcoin Analysis

Avareum Market Outlook 2024: Bitcoin Analysis

Bitcoin Price vs Trading Volume ในช่วงต้นปี 2023 ราคาของ Bitcoin ก็ค่อยๆ ปรับตัวขึ้นเรื่อยจากจุด Bottom ที่ $16,000 ซึ่งในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2023 นั้นมีปริมาณการเทรดเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับ $50B - $70B ก่อนที่ปริมาณการเทรดจะลดลงไปอีกครั้งหลังช่วงกลางเดือนมี

lock-1 By Avareum Research
Japan's Government Pension Investment Fund (GPIF) Explores Bitcoin Investment Amidst Aging Population Crisis

Japan's Government Pension Investment Fund (GPIF) Explores Bitcoin Investment Amidst Aging Population Crisis

ข่าวเรื่อง GPIF หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญของญี่ปุ่น ศึกษาการลงทุน Bitcoin เป็นประเด็นที่น่าสนใจ ซึ่งเกี่ยวโยงไปกับประเด็นปัญหาเศรษฐกิจหลักของญี่ปุ่นคือ วิกฤติประชากรสูงวัย (aging population crisis) เรื่องของ aging society นั้นถูกพูดถึงกันมานานแล้ว อ้

By Avareum Research